“สยาม เอาท์เลต” จับมือ “ตลาดดอทคอม” หนุนลอจิสติกส์ SMEs ไทยสู่ตลาดโลก

สยาม เอาท์เลต จับมือ ตลาด ดอท คอม ร่วมเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจอีคอมเมิร์ซโตแบบก้าวกระโดด หวังเป็นอีกหนึ่งช่องทางการขนส่งสินค้าที่ครบวงจร กับเว็บไซต์ชอปปิ้งออนไลน์ใหญ่สุดในไทย มั่นใจช่วยผู้ประกอบการไทยเติบโตในตลาดโลกอย่างมืออาชีพ

ชญาภัค สหัชอติเรกลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม เอาท์เลต จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้ให้บริการด้านคลังสินค้าและลอจิสติกส์สำหรับองค์กรธุรกิจและร้านค้าออนไลน์แบบครบวงจรมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดในปี 2560 ได้มีการขยายธุรกิจและรุกหนักด้านการตลาด จึงได้จับมือกับ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด หนึ่งในผู้นำชอปปิ้งมอลล์ออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของไทย สร้างพันธมิตรเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ ขยายการให้บริการคลังสินค้าและลอจิสติกส์ เตรียมพร้อมรองรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับตลาดดอทคอมในครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในความร่วมมือครั้งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะช่วยยกระดับอีคอมเมิร์ซ และแชตคอมเมิร์ซในไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจของผู้ค้าและผู้ประกอบการชาวไทยให้สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลกได้

[LM] Siam Outlet ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แก่ธุรกิจ Chat Commerce แบบครบวงจร

file-1-11-2560-be-9-45-13-am

Siam Outlet ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แก่ธุรกิจ Chat Commerce แบบครบวงจร

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Chat Commerce ถือว่าเป็นการวิวัฒนาการมาจากพฤติกรรมของคนไทย ที่ไม่เชื่อมั่นในระบบการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วไป เนื่องจากผู้บริโภคมักมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ แต่ไม่สามารถสอบถามหรือพูดคุยกับผู้ประกอบการได้โดยตรง ดังนั้น การสั่งซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างดีเยี่ยม จนทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการใช้บริการ และได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

จากการเติบโตของธุรกิจ Chat Commerce ที่เพิ่มมากขึ้น โดยผลสำรวจของ PricewaterhouseCoopersระบุว่า 51 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต เคยซื้อของโดยตรงใน Facebook, Instagram และ LINE หากเทียบมูลค่าตลาดแล้ว มูลค่าตลาดของ Chat Commerce ในไทยสูงถึงปีละกว่าแสนล้านบาท จนเป็นผลต่อยอดให้เกิดธุรกิจ ใหม่ที่ช่วยบริหารจัดการสินค้าของผู้ประกอบการให้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยนิตยสาร LM ฉบับนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณชญาภัค สหัชอติเรกลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Siam Outlet เกี่ยวกับการให้บริการด้านโลจิสติกส์แก่ผู้ประกอบธุรกิจ Chat Commerce แบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการจัดเก็บ ตลอดจนขนส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างปลอดภัย

Linking the Analog and Digital Sides of e-Commerce

คุณชญาภัค ได้อธิบายถึงความเป็นมาของธุรกิจนี้ว่า “เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจ Chat Commerce ส่วนใหญ่ มองหาวิธีการดำเนินธุรกิจแบบประหยัดต้นทุน ด้วยการบริหารจัดการสินค้าในที่พักอาศัย ซึ่งมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด รวมไปถึงการบรรจุภัณฑ์ และทำการขนส่งสินค้าเพียงคนเดียว ดังนั้น ทางเราจึงได้จัดตั้งบริษัท Siam Outlet ขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้ ให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น”

“บริษัทฯ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ Chat Commerce ด้วยการเป็นผู้บริหารจัดการสินค้าคงคลัง ตั้งแต่ขั้นตอนการนำเข้า สินค้า บรรจุภัณฑ์ และขนส่งสินค้า โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้ตรวจสอบยอดจำหน่าย และยอดสินค้าคงเหลือ ให้แก่ผู้ประกอบการอย่างครบถ้วนและแม่นยำ ผ่านระบบปฏิบัติการ ของ Siam Outlet ที่จะคอยอัพเดต จำนวนสินค้าแบบเรียลไทม์ โดยจุดเด่นของระบบนี้ คือ สามารถตรวจสอบจำนวนสินค้า เมื่อมีการสั่งซื้อ สินค้าผ่านสังคมออนไลน์ อีกทั้ง ระบบยังเชื่อมต่อกับเว็บไซต์สื่อกลางการติดต่อซื้อ-ขาย (Marketplace) ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขายสินค้าผ่าน หลายช่องทางได้ในเวลาเดียวกัน โดยบริหารสินค้าคงคลังจากระบบของเราเพียงที่เดียว”

ทั้งนี้ บริษัท Siam Outlet เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2015 โดยให้บริการคลัง จัดเก็บสินค้าขนาดพื้นที่ 100 ตารางเมตร ในการจัดเก็บสินค้า บรรจุภัณฑ์ และขนส่งสินค้า จนปัจจุบันบริษัทฯ ได้มีการพัฒนาบริการต่างๆ ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ตั้งแต่การบริหารจัดส่งสินค้ามายังประเทศไทย การดำเนินพิธีศุลกากร การตรวสอบ สภาพสินค้า ตลอดจนถึงการขนส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับปลายทาง

Finding the Formula for Success

หัวใจสำคัญในการให้บริการของ Siam Outlet คือ ความถูกต้อง และแม่นยำ เพราะถ้าหากเกิดความผิดพลาดจากการบริหารจัดการ ก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ในด้านค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์และชื่อเสียงของผู้ประกอบการและบริษัทฯ อีกด้วย

“นโยบายหลักของบริษัทฯ คือ ความผิดพลาดต้องเป็นศูนย์ ดังนั้น เราจึงต้องตรวจสอบคุณภาพสินค้าทุกชิ้นว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนบรรจุภัณฑ์ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้งผู้รับและผู้ส่ง”

จากที่กล่าวข้างต้น การให้บริการที่ถูกต้องและแม่นยำนั้น ต้องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ โดยบุคลากรของบริษัทฯ ต้องได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี เพื่อรองรับความต้อง การของลูกค้าในด้านต่างๆ ทั้งด้านการประสานงาน ด้วยความรวดเร็ว สุภาพ เอาใจใส่ (Nice) การดูแล สินค้าให้คงสภาพที่สมบูรณ์ ตลอดจนถึงขั้นตอนการบรรจุภัณฑ์ให้แข็งแรงและปลอดภัย ผสมผสาน กับเทคโนโลยี IT (Intelligence) เฉพาะตัว เพื่อผลักดันให้เกิดความแม่นยำ (Precise) หรือความผิดพลาดในการขนส่งเป็นศูนย์

Exponential Growth

ถึงแม้ว่ากลุ่มลูกค้าของ Siam Outlet จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ Chat Commerce เป็นหลักก็ตาม แต่ปัจจุบันบริษัทฯ ได้มีการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยได้ให้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่จากต่างประเทศ ที่เข้ามาทำตลาดออนไลน์ในเมืองไทย

“บริษัทฯ ได้ตั้งเป้ารายได้ในปี 2017 เป็นมูลค่า 80 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท ในปี 2018 โดยส่วนแบ่งรายได้หลักมาจากธุรกิจ Chat Commerce 60 เปอร์เซ็นต์ และธุรกิจรายใหญ่ 20 เปอร์เซ็นต์ และโครงการต่างๆ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ บริษัทมีอัตราการเติบโตกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้ในขณะนี้ ได้มีนักลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาเจรจาธุรกิจกับบริษัทฯ บ้างแล้ว ซึ่งคาดว่าในอนาคต บริษัทฯ อาจมีการขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น” คุณชญาภัค กล่าว

ปัจจุบัน บริษัท Siam Outlet ได้มีการพัฒนาบริการอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมที่มีอยู่ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น “บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการจุดรับส่งสินค้า (Drive Thru Parcel Shop) โดยผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าที่บรรจุภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว มาฝากให้เราดำเนินการขนส่งไปยังปลายทางต่างๆ เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการขนส่ง ซึ่งบริษัทฯ ได้วางแผนพัฒนาจุดให้บริการดังกล่าว 100 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2018” คุณชญาภัค กล่าว “นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดให้บริการคลังสินค้าในประเทศญี่ปุ่น เพื่อรองรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการนำสินค้าไปจัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย”

ด้วยประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ จากการเป็นผู้บริหารจัดการโครงการต่างๆ ที่คุณชญาภัคมี รวมไปถึงการฝึกอบรมบุคลากรให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า สิ่งเหล่านี้ ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพของบริษัท Siam Outlet ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในอนาคตบริษัทฯ ได้มีการวางแผนการดำเนินการให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เพื่อให้ธุรกิจของบริษัทฯ เติบโตได้อย่างมั่นคง

PANTHITA PHENSAWANG

ที่มา: LM Magazine

[Positioning] สยาม เอาท์เลต ลุย Drive thru Parcel Shop พร้อมจัดส่งของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่

dsc_0060_edit

สยาม เอาท์เลต ขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตด้านบริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์สำหรับองค์กรธุรกิจและร้านค้าออนไลน์แบบครบวงจร โดยการจัดเก็บ แพ็ค และส่งสินค้าถึงลูกค้าปลายทาง

ล่าสุด ชญาภัค สหัชอติเรกลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม เอาท์เลต จำกัด ได้ฤกษ์เปิด Drive thru Parcel Shop แห่งแรกที่พระราม 3 ให้เป็นช่องทางอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสินค้าแก่ลูกค้าองค์กรและร้านค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มบริการรับแพ็คและส่งของขวัญปีใหม่ ของพรีเมี่ยม ปฏิทิน วารสาร และเอกสารประจำปี ฯลฯ เพื่อส่งของสำคัญชิ้นพิเศษให้ถึงมือผู้รับได้อย่างสะดวกรวดเร็วในช่วงเทศกาลปีใหม่

เผยปีหน้า สยาม เอาท์เลต พร้อมลุยไดรฟ์ทรู ขยายจุดรับฝากส่งสินค้า 100 แห่งทั่วประเทศ โดยปั้นเป็นแฟรนไชส์เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมกับทุกความต้องการ และรองรับกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดแชทคอมเมิร์ซในประเทศไทย

ที่มา: Positioning

[ฐานเศรษฐกิจ] สยาม เอาท์เลต ผู้นำโลจิสติกครบวงจรบนโลกโซเชียล

14925637_10154528539821285_4018340672844064748_n

ปัจจุบันการสั่งซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์เป็นที่นิยมอย่างมาก เห็นอย่างชัดเจนในการฝากร้านขายสินค้าและบริการประเภทต่างๆบนช่องทางในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็น Instagram, Facebook หรือ Line ของดาราชื่อดัง เซเล็บ และบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างๆ นั่นเป็นจุดสำคัญทำให้การสั่งซื้อสินค้าและบริการเฟื่องฟูมาก เนื่องจากเป็นตลาดร้านค้าใหญ่ที่สุดในตลาดบนโลกโซเชียลบ้านเรา ปีๆหนึ่งสร้างกำไรให้พ่อค้าแม่ค้าบนโลกโซเชียลได้มหาศาล ลงทุนน้อย ทำกำไรมาก จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ลงตัวของบรรดานักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ต่างต้องการจับจองตลาดพื้นที่บนโซเชียล เพื่อเสนอขายสินค้าและบริการหลากหลายตามความต้องการของกลุ่มคน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้เอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการบริการจัดส่งสินค้าและบริการครบวงจรจึงถือเป็นส่วนสำคัญในการจัดส่งสินค้า บรรจุภัณฑ์ และบริการ ให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างครบถ้วน รวดเร็วตามเวลาที่กำหนด โดยที่สินค้าไม่แตกหักชำรุด หรือเสียหาย นับว่าเป็นบริการที่ท้าทายธุรกิจด้านการบริหารจัดการด้านโลจิสติกเป็นอย่างมาก

หากพูดถึง “สยาม เอาท์เลต” อาจฟังดูไม่คุ้นหูนักสำหรับคนทั่วไป แต่หากถามบรรดานักค้านักขายสินค้าบนโลกโซเชียล แน่นอนว่า “สยาม เอาท์เลต” ถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการโลจิสติกให้กับร้านค้าออนไลน์แบบครบวงจร (End-to-end logistics management for chat-commerce) โดยเกิดจากหุ้นส่วนคู่หู 2 คน ด้วยเงินทุนของตัวเอง ท่านแรก “ชญาภัค สหัชอดิเรกลาภ” สาวผู้คร่ำหวอดในแวดวงอีเว้นท์ กับ “ชนะชัย พฤกษชัต” หนุ่มนักธุรกิจรุ่นเยาว์ทดลองขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต เจ้าของแบรนด์สมหมายขายกางเกง โดยทั้งคู่มีเป้าหมายร่วมกันจะเป็นผู้นำบริการด้านโลจิสติกครบวงจรให้กับร้านค้าบนโลกโซเชียล โดยมีพันธมิตรด้านไอที e-Commerce ทั้งในและต่างประเทศเป็นที่ปรึกษา นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ “สยาม เอาท์เลต” เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“เริ่มธุรกิจนี้จากเงินตัวเองและหุ้นส่วนทุกคน ถ้าภาษา Startup เรียกว่า Bootstrap และเมื่อต้นปี สยาม เอาท์เลต ได้เพิ่มทุนเพื่อขยายกิจการจาก e-Logit – Fulfillment เบอร์ 1 ของญี่ปุ่น และ Angel คนไทย (จำนวนเงินลงทุนไม่ขอเปิดเผย) ล่าสุดกำลังหาเงินทุนเพิ่ม เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมกับตลาดที่มีการขยายตัวที่รวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ” ชญาภัคหนึ่งในหุ้นส่วนสยาม เอาท์เลตเผยถึงจุดเริ่มต้นและก้าวต่อไปของธุรกิจด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

สำหรับจุดแข็งของบริการเธอบอกกับฐานเศรษฐกิจว่า สิ่งที่ทำให้ “สยาม เอาท์เลต” ครองใจกลุ่มร้านค้าบนโลกโซเชียล และโดดเด่นกว่าผู้ให้บริการรายอื่น มี 6 บริการหลักๆด้วยกัน คือ

Pick up บริการรับของจากต้นทาง โรงงานที่ผลิตสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

Preparation เตรียมสินค้าเพื่อพร้อมขาย ด้วยทีมมืออาชีพ ช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้าและบริการทุกชิ้นให้ตรงตามมาตรฐาน

Store พื้นที่โกดังมาตรฐานสำหรับสินค้าทุกชนิด

Pick/Pack บริการจัดของ และแพ็คของด้วยพนักงานมืออาชีพ

Delivery มีคู่ค้าอย่าง ไปรษณีย์ไทย DHL และ Sendit ช่วยจัดส่งสินค้าและบริการ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ครบถ้วน

Return บริการที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์สามารถรับคืนสินค้าและบริการ กรณีลูกค้าไม่พึงพอใจในสินค้าและบริการ

“ฝนเชื่อในคำว่า Trustworthy เราทำให้ธุรกิจของสยาม เอาท์เลต เชื่อถือได้ ไม่กลับคำ ไม่โกง รักษาคำพูด ไม่ใช่แค่ในสื่อ ทุกคนต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น ฝนเริ่มต้นจากการทำบัญชีเล่มเดียวมาตั้งแต่ต้น (จริงๆเป็นเพราะฝนไม่เก่งเลข เลยทำอะไรง่ายๆ 555) ตอนนี้ฝนมีรุ่นพี่ที่ทำระบบบัญชีมากว่า 30 ปี มาเป็นที่ปรึกษาที่ทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ อนาคตสยาม เอาท์เลต อาจจะ IPO ขายหุ้นในตลาดก็ได้ ถ้าไม่ทำเรื่องนี้แต่แรก ฝนจะไม่สามารถพูดคำว่า Trustworthy ได้เลย”

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจนั้น เธอเปิดเผยว่า สยาม เอาท์เลต มีค่านิยม หรือ Core Values ที่สำคัญ 3 ประการได้แก่ Nice + Accurate + Intelligence นั่นคือ พนักงานที่น่ารัก + กระบวนการที่ถูกต้องแม่นยำ + Software ที่ชาญฉลาด ซึ่งอย่างหลังนี้ บริษัทได้มีการออกแบบซอฟต์แวร์เฉพาะขึ้นมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการต่างๆเชื่อมโยงกับสยาม เอาท์เลตได้โดยตรง และรองรับการขายสินค้าบน Facebook Instagram โดยเฉพาะอีกด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,206 วันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2559

[TechSauce] คุยกับ Siam Outlet ธุรกิจแนวใหม่ที่เรียกว่า Co-Warehousing Space

 

photo-feb-11-4-54-06-pm-1024x768

e-commerce คือ ธุรกิจที่เป็นที่จับตามองมากๆ เพราะด้วยพฤติกรรมของคนไทยที่หันมาซื้อสินค้าบนออนไลน์และโมบายล์มากขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้การทำ e-commerce มีประสิทธิภาพก็คือ เรื่องของ Logistic หรือการขนส่ง วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับ 1 Startup ที่มาจับเรื่องนี้ทำธุรกิจในรูปแบบของการขนส่งแต่ทำแบบครบเครื่องเพื่อให้ ecosystem ครบมากขึ้นในชื่อ Siam Outlet

วันนี้เรามาพูดคุยกับ 2 co-founder คุณน้ำฝน ชญาภัค สหัชอติเรกลาภ และคุณน็อต ชนะชัย พฤกษชัต ผู้ที่ทำ Siam Outlet – Startup concept แปลกใหม่ด้วยการใช้หลักการของ Co-Warehousing Space ซึ่งปกติเราจะคุ้นเคยกับ Co-Working Space กัน มาดูกันดีกว่าว่าธุรกิจของ Siam Outlet เป็นอย่างไรกันแน่

Siam Outlet คืออะไรครับ?

คุณฝน – Siam Outlet คือ Co-Warehousing Space แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • เราแบ่งพื้นที่โกดังเก็บสินค้าให้ร้านค้าออนไลน์มาใช้กับเราให้เกิด Cost Sharing ระหว่างร้านค้าที่เข้ามาใช้พื้นที่เดียวกันตรงนี้
  • เรา Co กับ Warehouse ที่อื่นๆ ให้มาเป็นแฟรนไชนส์ ช่วยเอา Order ของร้านค้าออนไลน์ที่เป็นลูกค้าเรา ไปบริหารจัดการตามมาตราฐานของ Siam Outlet

ใช้รูปแบบคล้ายกับการเปิดโรงแรมแบบ Hotel Chained นั่นคือ เจ้าของโรงแรม มีที่ดิน มีตึก ส่วนตัวเจ้าของ Chain ต้องเข้าไปช่วยดู เรื่องของคน เรื่องวัฒนธรรม เรื่องการเงิน และอื่นๆ อีก ไม่ใช่แค่เอาแบรนด์ไปใส่ไว้เป็นชื่อเท่านั้น ในทางเดียวกัน Siam Outlet จะได้รายได้เป็นค่า Management Fee และ Incentive เมื่อทำได้ถึงเป้า ซึ่งกลุ่มเจ้าของ Warehouse ที่เป็น Target ของเราคือกลุ่มที่มีโกดัง แต่ไม่รู้จะเอาโกดังไปทำอะไร

คุณน็อต – ขอเสริมในส่วน Values ของ Siam Outlet จริงๆ เราช่วยร้านค้าออนไลน์ได้ตั้งแต่ การเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน และมีคอมมูนิตี้ร้านค้าออนไลน์ สำหรับร้านค้าที่เข้ามาใช้บริการของเรา เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนคู่คิดร้านค้าออนไลน์ก็ว่าได้ครับ

img_4493

คือเราไม่ได้บังคับว่าจะต้องเอาพื้นที่โกดังที่มีมาทำทั้งหมด แบ่งบางส่วนมาทำก็ได้ใช่หรือเปล่า?

คุณฝน – ใช่ค่ะ

แล้วทำไมถึงหันมาสนใจด้าน Logistic เราเห็นการเติบโตของตลาดในประเทศไทยด้วยหรือเปล่า?

คุณฝน – ฝนมีประสบการณ์ทำงานด้านบริการมาโดยตลอด อยู่ในวงการออแกนไนซ์เซอร์กว่า 15 ปี เลยมองว่าการทำเรื่องการบริการ พวกการลงรายละเอียดน่าจะถนัดที่สุด แล้วเราก็มาดูต่ออีกว่าตลาดอะไรที่น่าจะ Match กับเรา ก็เลยมาเจอว่า e-commerce เมืองไทยมันโตและน่าสนใจ

คุณน็อต – ตอบแบบง่ายๆ เลยคือ ผมขายของออนไลน์อยู่แล้ว ผมไม่ได้แค่เห็นการเติบโตมันจากตัวเลข ผมได้คลุกคลีอยู่กับมันตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการขายของออนไลน์ยันส่งมอบถึงมือลูกค้า นอกจากนี้ Service ต่างๆ ที่ Siam Outlet มี มันแก้ปัญหาของร้านค้าออนไลน์ได้จริงๆ เพราะบริการที่คิดมา ถูกพัฒนามาจากความต้องการของร้านสมหมายขายกางเกงเอง และจากการเก็บข้อมูลในคอมมูนิตี้ร้านค้าออนไลน์ที่เราสร้างขึ้นมา

ถ้าพูดถึงเชิงตัวเลขเรามองว่ายุคนี้เป็นยุคของ Casual Commerce ที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าผ่าน Facebook, Instagram และ LINE ซึ่งเม็ดเงินในกลุ่มตลาดนี้มันมีปริมาณสูงมากๆ หลักแสนล้าน ก็เลยเป็นที่มาทำให้เราเห็นว่าตลาดนี้มีศักยภาพ และเราน่าจะทำในส่วน Service เขาได้ ซึ่งเราก็พยายามไปศึกษาบริการในต่างประเทศว่าเขาทำอะไร อย่างไรบ้าง เพราะถ้าพูดถึงเรื่องธุรกิจแบบ Siam Outlet สำหรับร้านค้าออนไลน์ ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เราเลยต้องใช้ความพยายามในการสื่อสารถึงร้านค้าออนไลน์ว่ามันมีบริการแบบนี้อยู่ และสามารถช่วยเหลือเขาได้จริงๆ

ตั้งแต่เริ่มคิดที่จะทำ Siam Outlet จนถึงตอนนี้เป็นเวลากี่ปีแล้ว?

คุณฝน – เกือบ 2 ปีค่ะ

เราเห็นว่าธุรกิจ Logistic ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีเยอะขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ทั้งที่เป็นไทย 100% และเมืองนอกที่เข้ามาสู่ที่นี่ก็มากหน้าขึ้น แล้วอย่าง Siam Outlet เองมีจุดแข็งที่จะเอามาแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้บ้าง?

คุณฝน – Customer Service ค่ะ เราคุยกับลูกค้าเป็นเหมือนเพื่อน ไม่อยากใช้บริการไม่ว่า มีอะไรปรึกษาเราได้ เราพร้อมให้คำแนะนำ อย่างน็อตเองทำร้านออนไลน์มาก่อนจึงมีความเข้าใจในร้านค้าออนไลน์ด้วยกันเอง ซึ่งจุดนี้ทำให้ลูกค้าติดเขาเยอะมาก เพราะนอกจากการแก้ปัญหาให้แล้ว เราก็ยังได้รับ Feedback หรือประสบการณ์การใช้งานจากผู้ใช้โดยตรงที่เขาจะแชร์มาให้เรา ไม่ว่าจะเป็นของเราเอง หรือเป็นเจ้าอื่นๆ เรามองว่า Customer Service มันไม่ใช่แค่แผนกนึง แต่เราอยากให้มันเป็นหน้าที่ของคนทุกแผนกที่อยู่ในองค์กร

คุณน็อต – เรามีความเข้าใจในตัวพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ครับ มีลักษณะของการบริการและการทำงานที่ถูกจริตกับร้านค้าออนไลน์ ทั้งยังมีระบบ Software บริหารจัดการหลังร้านที่ออกแบบมาให้เหมาะกับแต่ละประเภทร้านค้า ที่สำคัญทีมงานของเรามีความยืดหยุ่นสูงในการให้บริการแต่ละร้านค้า เพราะเรารู้ดีว่าความต้องการในแต่ละร้านค้ามีไม่เหมือนกัน

คุณฝน – เราพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาในทุกเรื่องจริงๆ ค่ะ อย่างเช่น มีร้านค้านึงที่ใช้บริการเรา สังเกตว่ามียอดออเดอร์ตกลงมากจนผิดสังเกต เมื่อเราได้สอบถามกับเจ้าของร้านก็พบว่าปัญหาคือ ไม่มีเวลาในการตอบลูกค้าและบริหารแฟนเพจ เราจึงนำทีมงานของเราเข้าไปช่วยเจ้าของร้านตั้งแต่โพสขายของ รับออเดอร์ลูกค้า จนถึงส่งสินค้า ซึ่งเราได้เปิดให้บริการนี้แก่ร้านค้าที่ใช้บริการของเราหลายร้านแล้ว และยังมีเคสแปลกๆอีกเยอะเลยค่ะ ที่เราได้เข้าไปช่วยร้านค้าออนไลน์ให้ชีวิตเขาดีขึ้น สามารถเพิ่มยอดขาย ช่วยลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันได้จริงๆค่ะ

แนวของ Siam Outlet เป็นธุรกิจ B2B หรือเป็น B2B2C ครับ?

คุณฝน – ตอนนี้เราเป็น B2B ที่มีเป้าหมายจะเป็น B2B2C โดยไปแตะกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้ร้านค้าออนไลน์ที่ใช้บริการเราได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่ของการทำ CRM ความรู้ความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค และเพื่อกระตุ้นยอดขายให้แก่ร้านค้าได้ถูกทิศทาง

สำหรับ B2B ในปัจจุบัน เป็น B2B ที่ B ตัวหลังเขามีความรู้สึกว่าเป็น C ค่ะ เขารู้สึกว่าเขาเป็นลูกค้าคนหนึ่งที่เข้ามาใช้บริการ เขาไม่ได้รู้สึกว่าเขามาใช้บริษัทที่มาใช้บริการ ดังนั้นเวลาที่เราคุยกับเขาเราต้องทำ Marketing ให้เขารู้สึกว่าเขาเป็น Consumer ปกติ แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมันเป็น B ที่เป็น Business หมดเลย มันแอบมีข้อดีอย่างนึงคือ ปกติเราจะให้เครดิตในการจ่ายเงิน แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะทุกคนจ่ายเงินสดเดี๋ยวนั้นทันที ธุรกิจของเราแทบจะเป็นเงินสดหมดเลย เพราะพ่อค้าแม่ค้าเขาบอกเหมือนกันหมดว่า เขาไม่อยากติด เดี๋ยวลืม โอนให้เลยดีกว่า (หัวเราะ)

ประเภทของลูกค้าที่มาใช้บริการกับเรา เป็นลูกค้าออนไลน์ทั้งหมดเลยหรือเปล่า?

คุณน็อต – ส่วนใหญ่เป็นร้านค้าออนไลน์ที่ขายของบนโซเชียลมีเดียเกือบทั้งหมด และตอนนี้เริ่มมีลูกค้าบางส่วนที่เป็น Corporate และเป็น Agency มาใช้บริการบ้างแล้ว

ลูกค้าที่มาใช้บริการ Siam Outlet ส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างไร?

คุณฝน – ลูกค้าส่วนใหญ่จะทำควบ 2 อาชีพ นั่นคือทำงานประจำอยู่แล้วและขายของออนไลน์ไปด้วย พอขายเรื่อยๆ เริ่มขายดีแล้วก็แพ็คไม่ไหว ก็เลยมาให้เราช่วยดูแล มีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ โดยไม่ต้องลาออกจากงานประจำ นอกจากนี้ มีร้านค้าที่ขยายตัวเร็วจนแพ็คไม่ทัน และมีบางร้านที่เจ้าของร้านไปอาศัยอยู่ต่างประเทศและส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทย

siam-outlet_016

ปัจจุบันพนักงานของ Siam Outlet มีอยู่กี่คน?

คุณฝน – พนักงานมี 7 คนค่ะ ส่วน Founder มี 3 รวมทั้งหมด 10 คนค่ะ

แผนที่เราวางไว้สำหรับปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

คุณฝน – ในไตรมาสแรกเราจะทำให้ทะลุ 5,000 orders ต่อเดือนให้ได้ โดยมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่ภายในปีนี้เราจะทำยอดรวมได้ทั้งปีเกิน 110,000 orders ซึ่งหมายความว่าเราจะมีขยายตัวเกิน 25 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน เรามีแผนในการทำ Growth Hack เพื่อขยายตัว โดยเรามองหาคนที่มี Passion ที่เขามีที่เหลือแต่เขาไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เราก็เอามาช่วยขยาย เรามีทุกสิ่งทุกอย่างให้ ทั้งซอฟท์แวร์และ Know-How ของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Intelligence Fulfillment Platform ที่จะทำให้ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันและทำให้ตัว Siam Outlet โตขึ้นได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนั้นเรายังช่วยดูแลร้าน ตอบคำถาม คือทำตัวเป็น Admin ของร้านไปให้เลย และเรายังช่วยออกแบบการยิงโฆษณาให้เขาหมด เจ้าของร้านจริงๆ นั่งเฉยๆ หรือรอนับเงินได้เลย ทุกอย่างเราทำให้ ช่วยบริหารให้

คุณน็อต – นอกจากการขยายตัวโดยตรงแล้ว เรายังเชื่อในการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจด้วย Community ของร้านค้าออนไลน์ด้วยกันเอง ที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ Siam Outlet เอง สามารถเข้าถึงและเข้าใจความเป็นร้านค้าออนไลน์ได้มากขึ้นอีกด้วย

เห็นการเติบโตที่น่าสนใจขนาดนี้ พร้อมจะไปต่างประเทศแล้วหรือยัง?

คุณน็อต – พร้อมแล้วในลักษณะที่ ตัวอยู่ต่างประเทศแล้วส่งของเข้ามาขายในไทย เรามี Solution ในการสนับสนุนส่วนนี้ มีลูกค้าแบบนี้แล้วจริงๆ อีกมุมคือ Business Model ของเราสามารถ Franchisee ไปต่างประเทศได้ ขอแง้มว่าตอนนี้กำลังทดลองโปรเจคที่ไปแตะกับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยอยู่ครับ

คุณฝน – จริงๆ มีคนติดต่อมาให้ไปต่างประเทศเยอะเหมือนกัน และทางน้องน็อตก็เคยบอกว่ามีความฝันอย่างหนึ่งคือ เค้าอยากไปคุยกับ Jack Ma ว่าเราทำธุรกิจแบบนี้ เราสามารถร่วมธุรกิจอะไรกับเขาได้บ้าง (หัวเราะ)

เหมือนว่าจะมองไปนอก SEA แล้วได้มองรอบๆ แถวนี้บ้างไหมครับ?

คุณฝน – เรามองก่อนอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อเราดู 2 ปัจจัยหลักที่เป็น Infrastructure สำหรับ e-commerce คือ Payment และการขนส่ง Logistic เราพบว่าประเทศรอบๆ เรายังไม่พร้อม ยังไม่โดนเติมเต็มสำหรับ 2 เรื่องนี้ เราเลยไม่สามารถไปทำอะไรได้มากในตอนนี้ สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการทำ Knowhow Transfer ตอนนี้มีเริ่มเอา Knowhow ไปบ้างแล้วบางส่วนที่เมียนมาร์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ Growth ของเมียนมาร์สูงกว่าประเทศอื่นๆ มากใน 2 เรื่องที่บอกไปแล้ว

ขอย้อนกลับไปเรื่องคู่แข่งนิดนึงครับ ตอนนี้มีคู่แข่งโดยตรงกับทาง Siam Outlet จริงๆ กี่ราย?

คุณฝน – 8 รายเป็นคนไทยแทบทั้งหมด

คุณน็อต – แต่ก็จะต่างกันในแง่ของตลาด เล่นกันคนละตลาด มีทั้งจับตลาดแบบ Corporate แล้วก็จับตลาดพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งตลาดพ่อค้าแม่ค้าจะเยอะกว่า

คุณฝน – มีบางรายที่เพิ่งจะเปิดตัวไปก็มาคุยกับเรา เพราะในเบื้องต้นเรามีมุมมองใกล้เคียงกัน เราเลยมาจับมือเพื่อสร้างบริการที่ช่วยยกระดับ ecosystem ด้านนี้ของประเทศให้ดียิ่งขึ้น ค่ะ

Siam Outlet ทำ PR อย่างไรบ้าง?

คุณน็อต – เราเน้นไปที่ช่องทางออนไลน์ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของเราครับ เราลองมาหมดแทบทุกทาง จริงๆ เราสนใจ Instagram มากเพราะมันจะตรงกับกลุ่ม Target ของเราที่สุด ปรากฎว่าก็ไม่ได้เป็นไปตามคาด สุดท้ายการ Collaborate กันกับเพจดังๆ บน Facebook ดูแล้วได้ผลที่สุดเท่าที่เคยทำมา

มองการขยายทีมและการเพิ่มทุนอย่างไรบ้าง?

คุณฝน – ปัจจุบันเราได้รับ Grant เงินสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาบริการของเราให้มีความเป็นนวัตกรรม เช่น ด้านกระบวนการและตัวระบบ ในขณะเดียวกัน เราตั้งเป้าว่าจะเพิ่มทุนภายในไตรมาสแรกของปีนี้ เพื่อนำเงินมาขยายทีมงานให้รองรับกับการเติบโตที่รวดเร็วของลูกค้า และ Co-Warehousing ที่ต้องการจะมาเป็นโกดังแฟรนไชนส์กับเราค่ะ

ที่มา: techsauce

[กรุงเทพธุรกิจ] สยามเอาท์เลต ลุยโลจิสติกส์ รับ ‘แชทคอมเมิร์ซ’บูม

ปัจจุบันคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสัดส่วน 63% ของประชากร ใช้งาน“โซเชียล มีเดีย”ราว 40 ล้านราย ถือเป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นตลาด“อีคอมเมิร์ซ”

siam-outlet_020

ชญาภัค สหัชอติเรกลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสยาม เอาท์เลต จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจบริการด้านบริหารจัดการโลจิสติกส์กลุ่มร้านค้าออนไลน์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดรวมอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท พบว่าช่องที่งที่เติบโตต่อเนื่องอยู่ในกลุ่มตลาดแชท คอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายสินค้าผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสนทนาโต้ตอบหรือแชท (Chat) เช่น เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ไลน์ แอพพลิเคชั่น  โดยส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 51% จากปีก่อน 48% และสัดส่วนที่เหลืออีก 49% เป็นผู้ให้บริการมาร์เก็ตเพลสต่างๆ

“ตลาดแชท คอมเมิร์ซ มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากพฤติกรรมชอปปิงออนไลน์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น และมีผู้ค้าออนไลน์กว่า 2 แสนร้านค้าทั่วประเทศ จำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท”

ธุรกิจจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เป็น 1 ในอาชีพที่คนรุ่นใหม่สนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งจบการศึกษาต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจเองมากขึ้น อีกทั้งเทคโนโลยีปัจจุบันเอื้ออำนวย  ซึ่งเมื่อธุรกิจของผู้ประกอบการออนไลน์ขยายตัวมากขึ้น จึงมีความต้องการบริการด้านบริหารจัดส่งสินค้าเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

“มาร์เก็ตเพลสในปัจจุบันแข่งขันกันดุเดือด บางรายชูโปรโมชั่นจัดส่งสินค้าฟรี เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ แต่มองว่าแชท คอมเมิร์ซ ยังมีผู้เล่นน้อยรายและมีโอกาสในตลาดอีกมาก และคนไทยชอบพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าของร้านค้า เพื่อเลือกซื้อสินค้ามากกว่าการคลิกดูสินค้าผ่านเว็บไซต์”

จากทิศทางการเติบโตของ“แชท คอมเมิร์ซ”บริษัทจึงเห็นโอกาสขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตด้านการให้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ร้านค้าออนไลน์  โดยวางงบลงทุนในช่วง 1- 2ปีจากนี้ ราว 20 ล้านบาท สำหรับการขยายพื้นที่คลังสินค้า จากเดิมที่มีพื้นที่ 100 ตร.ม. และเป็นรูปแบบการเช่าคลังสินค้า ภายในพื้นที่บริเวณเดียวกันกับ“ไอ.ซี.ซี.”ในเครือสหพัฒน์ เพิ่มเป็นพื้นที่ขนาด 1,000 ตร.ม. โดยอยู่ระหว่างพิจารณาทำเลที่ตั้งคลังสินค้าแห่งใหม่ ทั้งบริเวณราษฎร์บูรณะ และพระราม3 โดยอยู่ระหว่างเจรจาร่วมลงทุนกับพันธมิตร ทั้งนักลงทุนทั่วไปและกลุ่มเวนเจอร์ แคปิตอล

นอกจากนี้มีแผนจัดตั้งจุดกระจายสินค้าและรับส่งสินค้าตามทำเลต่างๆ เช่น คอนโดมิเนียม ปั๊มน้ำมัน โดยจะเริ่มในช่วงปลายเดือน ธ.ค.นี้ ตั้งเป้าหมายขยายจุดจำหน่ายให้ครบ 100 แห่งในปีหน้า และครบ 300 แห่งใน 3 ปี  ซึ่งอาจใช้โมเดลการขยายแฟรนไชส์

พร้อมกันนี้อยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์ธุรกิจในญี่ปุ่น เพื่อส่งออกสินค้าจากกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่มาใช้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์กับสยาม เอาท์เลตไปจำหน่ายในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสช่องทางจำหน่ายให้ร้านค้าออนไลน์ไทยเปิดตลาดใหม่มากขึ้น เริ่มจากกลุ่มเสื้อผ้าแบรนด์ดังของไทย

ปัจจุบันมีลูกค้าที่เป็นผู้ค้าออนไลน์ใช้บริการราว 80 ราย คาดสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 100 ราย โดยมีผู้จำหน่ายสินค้าหลายประเภท เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง สินค้าลิขสิทธิ์ สินค้าแม่และเด็ก เป็นต้น

ด้านผลประกอบการช่วง 7 เดือนแรกรายได้เติบโต 40% สัดส่วนจากการจัดส่งสินค้า 55% การจัดของและแพ็คสินค้า 28% การบริการพื้นที่จัดเก็บสินค้า 13% และอื่นๆ อีก 6%

วางเป้าหมายปีหน้ารายได้ 10 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านบาทใน 3 ปี

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

[Brand Inside] อ่านโอกาสจากแชทคอมเมิร์ซ 1 แสนล้าน ผ่านสายตา “สยามเอาท์เลต” หลังติดเครื่อง 7 เดือนโต 40 เท่า

siam-outlet_436

ถึงจะไม่มีความปลอดภัย และใช้แค่ความเชื่อใจในการซื้อขาย แต่ แชทคอมเมิร์ซ หรือการซื้อขายผ่านเฟสบุ๊ก, อินสตาแกรม และไลน์ ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามีมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท ผ่านผู้ค้าหลัก 2 แสนราย ทำให้การสร้างรายได้กับกลุ่มผู้ค้าเหล่านี้จึงมีความเป็นไปได้สูง

ไม่ต้องขายสินค้าก็โตไปกับอีคอมเมิร์ซได้

แต่ถึงจะเติบโตเร็วแค่ไหน พ่อค้าแม่ค้าแชทคอมเมิร์ซก็มีปัญหาที่ทุกรายต้องเจอ คือการไม่มีเวลาแพ็ค และส่งสินค้า ทำให้เกิดบริการฟูลฟิวเมนต์ หรือการรับเป็นผู้จัดการคลังสินค้า, แพ็คสินค้า และส่งสินค้าขึ้น หนึ่งในนั้นคือ Siam Outlet ที่เปิดให้บริการมาเพียง 7 เดือน แต่สร้างการเติบโต 40 เท่า ผ่านรายได้เดือนละ 5 แสนบาท และปีนี้จะปิดที่ 3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมี e – Logit เบอร์หนึ่งด้านฟูลฟิวเมนต์จากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนแล้ว และยังมีทั้งกองทุน, แองเจิล รวมถึงบริษัทขนสั่งดั้งเดิมให้ความสนใจลงทุนเพิ่ม

ชญาภัค สหัชอติเรกลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม เอาท์เลต จำกัด เล่าว่า การซื้อสินค้าบนช่องทางอีคอมเมิร์ซของไทยทำผ่านช่องทางแชทคอมเมิร์ซถึง 51% อ้างอิงจากผลสำรวจของบริษัทวิจัย PWC เพราะคนไทยชอบพูดคุยกับเจ้าของร้าน ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ต่างกับสหรัฐอเมริกา และยุโรป ที่ซื้อสินค้าผ่านระบบตะกร้ามากกว่า จนเมื่อ 2 ปีก่อนมีร้านค้าออนไลน์จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 5 แสนราย แต่แทบทุกร้านเจอปัญหาเดียวกันคือ ไม่มีเวลาแพ็คของ ดังนั้นใครเข้าไปแก้ปัญหาได้ ก็จะโตไปกับค้าออนไลน์เช่นกัน

โอกาสเปิดกว้างหลังซัพพลายไม่พอ

“สยามเอาท์เลตเริ่มต้นธุรกิจในพื้นที่ขนาด 100 ตร.ม. ภายในคลังสินค้าของไทเกอร์โลจิสติก และมี 320 เชลฟ์ในการวางสินค้า ซึ่งตอนนี้เรามียอดส่งสินค้า 10,000 ชิ้น/เดือน มีสินค้าวางอยู่ทั้งหมด 20,000 ชิ้น และมีร้านค้าใช้บริการของบริษัท 80 ร้าน ตั้งแต่เสื้อผ้า, รองเท้า รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ แต่ถึงมากขนาดนี้ก็ยังไม่พอกับร้านค้าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยอยู่ดี และยังมีโอกาสอีก 3 – 4 ปีกว่าตลาดจะเต็ม แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีผู้เล่นโลจิสติกดั้งเดิมเข้ามามากขึ้น และการแข่งขันราคาก็เล่นกันในระดับบาท สองบาทแล้ว ดังนั้นจะเข้ามาต้องวางแผนดีๆ”

สำหรับ Siam Outlet ให้บริการตั้งแต่การรับสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มาเก็บที่คลัง, เตรียมสินค้าแพ็คใส่กล่อง, ให้เช่าพื้นที่เก็บสินค้า ราคา 200 บาท/ชั้นวางสินค้า และบริการจัดส่งผ่านช่องทางต่างๆ คิดค่าบริการแพ็คสินค้า 13 บาท/ชิ้น ถัดไปชิ้นละ 5 บาท รวมถึงรับเป็นศูนย์คืนสินค้าได้  ซึ่งในปี 2560 จะขยายคลังสินค้าเป็น 1,000 ตร.ม. รวมถึงสร้างจุดรับฝากส่งสินค้าบริเวณปั้มน้ำมัน และตามคอนโดมีเนียมต่างๆ 100 จุดทั่วประเทศ ผ่านเงินลงทุน 20 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการส่งสินค้าทันที

เปิดตลาดญี่ปุ่นผ่านการ Cross – Border

ขณะเดียวกัน การมีทุนญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนกับบริษัท ทำให้จากนี้จะทดลองนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้า พร้อมจำหน่ายในตลาดทั่วไป หรือการทำ Cross – Boarder โดยสินค้าที่จะเข้ามาก่อน คือเครื่องสำอาง นอกจากนี้เตรียมส่งสินค้าไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน โดยอยู่ระหว่างคุยกับกรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อดึงกลุ่มสินค้าโอท็อปเข้ามาร่วมทำตลาดกับบริษัท และมองว่าในอนาคต รายได้จากฝั่งธุรกิจนำเข้า – ส่งออก จะเป็นสัดส่วนรายได้ที่สำคัญ

“แม้ตอนนี้บริการฟูลฟิวเมนต์ในประเทศไทยยังไม่มีใครเป็นเจ้าตลาด เพราะถ้าให้ 7 รายมีลูกค้าในมือรายละ 1,000 ร้าน ก็ได้แค่ 7,000 เทียบไม่ได้กับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ 2 แสนราย แต่สยามเอาท์เลตก็ทำแค่ธุรกิจนี้ไม่ได้ เพราะกลุ่มโลจิสติกดั้งเดิมมาแล้ว ดังนั้นการหาช่องทางใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งการส่งออก – นำเข้าก็มีโอกาสเป็นไปได้ โดยปี 2560 เราคิดว่ารายได้น่าจะอยู่ที่ 10 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจฟูลฟิวเมนต์ และพยายามระดมทุนเข้ามาเพิ่ม เพื่อเข้าสู่ Series A หลังตอนนี้บริษัทอยู่ในช่วง Seed”

 

สรุป

ฟูลฟิวเมนต์ตอนนี้คงเติบโตได้อีกไกล แต่หากใครเข้ามาตอนนี้อาจช้าเกินไป เพราะพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ที่เติบโต และมีรายได้พอที่จะเช่าใช้ระบบนี้คงมีไม่ถึง 2 แสนรายแน่นอน ประกอบกับหลังจากนี้อาจมียักษ์ใหญ่จากต่างประเทศเข้ามา และมีโอกาสสูงที่จะใช้วิธีทุ่มตลาด ดังนั้นผู้ใดสนใจจะเข้ามาต้องศึกษากันดีๆ ก่อน

ที่มา: BrandInside

 

[MGR Online] “Siam Outlet” ผู้ช่วยแม่ค้าออนไลน์ บริการจัด-แพ็ก-ส่ง แห่งยุคดิจิตอล

slide1

เมื่อกระแสการค้าในโลกออนไลน์แรงแบบฉุดไม่อยู่ ก็ส่งผลธุรกิจที่อยู่รอบข้างเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะภาคการขนส่งสินค้า ที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนขอเข้ามาแบ่งเค้กชิ้นโตนี้ ชูความต่างด้วยบริการ เน้นความคล่องตัว ลดขั้นตอนยุ่งยากด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์แม่ค้ายุคดิจิตอลได้เป็นอย่างดี กับ “Siam Outlet” ผู้ช่วยหลังบ้านขายของออนไลน์

โอกาสในธุรกิจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกอาชีพ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมองเห็นก่อนกัน อย่างอดีต เจ้าของธุรกิจออแกไนซ์ “ชญาภัค สหัชอติเรกลาภ” ได้ผันตัวเองเข้าสู่วงการลอจิสติกส์ ภายใต้ชื่อ ‘Siam Outlet’ สร้างความต่างด้วยระบบบริการหลังร้านค้าออนไลน์แบบครบวงจร โดยเน้นพัฒนาบริการต่างๆ ให้กลุ่ม Chat Commerce ร้านค้าที่ขายของอยู่บน Facebook Instagram หรือ LINE ซึ่งเป็นกลุ่มร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาดออนไลน์ ณ เวลานี้

โดยที่มาของธุรกิจนี้เกิดจากความอยากรู้อยากลองของอดีตเจ้าของธุรกิจรับงานออแกไนซ์ หลังจากเห็นตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจออนไลน์ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่าเพิ่มขึ้นทุกปี จึงอยากลองศึกษาเส้นทางธุรกิจนี้ดูบ้าง กระทั่งได้รู้จักน้องคนหนึ่งที่ขายของออนไลน์อยู่ ก็อาสาเข้าไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะการช่วยแพกสินค้าที่มีเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้ช่วยอย่างเต็มที่ เพราะน้องคนดังกล่าวเกรงจะจัดสินค้าผิดพลาด ทำให้เธอกลับมาคิดว่าขั้นตอนการบรรจุสินค้า และจัดส่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเสียเวลามาก ทำให้บางครั้งเจ้าของธุรกิจพลาดโอกาสในการขายสินค้า และเฝ้าหน้าเว็บเพจเพื่อสนทนากับลูกค้าที่พฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนไทยต้องการจะสนทนากับเจ้าของธุรกิจโดยตรงก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า

ทำให้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาธุรกิจที่ชื่อว่า “Siam Outlet” จึงเกิดขึ้น ด้วย 6 บริการหลัก ได้แก่

1. Pick up – บริการรับของจากต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าในประเทศหรือต่างประเทศ
2. Preparation – เตรียมสินค้าให้พร้อมขาย ด้วยทีมงานมีอาชีพที่จะมาช่วยคุณตรวจสอบคุณภาพสินค้าทุกชิ้นให้ได้ตรงตามมาตรฐาน
3. Store – พื้นที่โกดังมาตรฐานสำหรับสินค้าทุกชนิด ทั้งแบบห้องปรับอากาศ และห้องอุณหภูมิปกติ
4. Pick/Pack – บริการจัดของ และแพกของด้วยพนักงานมืออาชีพ
5. Delivery – กับพันธมิตรธุรกิจที่เน้นให้บริการจัดส่งของที่มีคุณภาพ เช่น ไปรษณีย์ไทย DHL และ Sendit ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกรูปแบบ
6. Return – มีบริการที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์สามารถรับคืนของได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไซส์ต่างๆ หรือแม้แต่ไม่พอใจในสินค้านั้นๆ อีกด้วย

“ธุรกิจแชตคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย เราดำเนินธุรกิจได้ขวบปีเศษ แต่บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตกว่า 40 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตด้านการให้บริการคลังสินค้าและลอจิสติกส์สำหรับร้านค้าออนไลน์ โดยวางงบลงทุน 20 ล้านบาท ขยายบริการให้ครอบคลุมความต้องการในทุกด้าน และขยายพื้นที่คลังสินค้าเพื่อรองรับตลาดแชตคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่าตลาดกว่า 200,000 ล้าน”

ปัจจุบัน Siam Outlet มีคลังสินค้าอยู่ที่ สาธุประดิษฐ์ 58 มีพื้นที่ 100 ตารางเมตร โดยมีร้านค้าออนไลน์ที่ให้ความเชื่อมั่นและใช้บริการของ Siam Outlet กว่า 80 ราย มีจำนวนสินค้าที่ส่งออกจากโกดังเดือนละกว่า 10,000 ชิ้น นอกจากการให้บริการโกดังสำหรับร้านค้าออนไลน์แล้ว Siam Outlet ยังมีแผนพัฒนาบริการใหม่ที่จะเริ่มเปิดให้บริการภายในปี 2559 นี้อีกด้วย นั่นก็คือ บริการรับฝากส่งสินค้า โดยร้านค้าเพียงแค่นำสินค้ามาฝากส่งไว้ที่จุดให้บริการของ Siam Outlet ที่จะกระจายอยู่ทั่วประเทศ 100 แห่ง ภายในปี 2560 โดยจะทดลองเริ่มเปิดให้บริการนี้ในส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อนในช่วงเดือนธันวาคม 2559

ล่าสุด Siam Outlet ได้ร่วมมือกับ บริษัท อีโลจิส (e-LogiT) ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยขายที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทลอจิสติกส์ด้านอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของญี่ปุ่น (No1 eCommerce logistics company) เพื่อส่งออกสินค้าจากกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่มาใช้บริการคลังสินค้าและลอจิสติกส์กับสยาม เอาท์เลต ไปจำหน่ายในญี่ปุ่น ช่วยเปิดโอกาสให้ร้านค้าออนไลน์ไทยได้เปิดตลาดยังต่างประเทศ

***สนใจติดต่อ 0-2683-5846 หรือที่ www.siamoutlet.com***

ที่มา: MGR Online

[Positioning] สยาม เอาท์เลต ปักธงลุยตลาดเอเชีย รองรับแชทคอมเมิร์ซครบวงจร จับมือ e-LogiT บริษัทโลจิสติกส์ด้านอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของญี่ปุ่น

สยาม เอาท์เลต ปักธงลุยตลาดเอเชีย รองรับแชทคอมเมิร์ซครบวงจร จับมือ e-LogiT บริษัทโลจิสติกส์ด้านอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของญี่ปุ่น

บริษัท สยาม เอาท์เลต จำกัด สตาร์ทอัพสัญชาติไทย ผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรกับกลุ่มร้านค้าแชทคอมเมิร์ซ จัดการตั้งแต่พิธีการศุลกากร บริหารคลังสินค้า แพ็คและส่งสินค้าถึงลูกค้าปลายทาง มั่นใจศักยภาพตลาดแชทคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซยังเปิดกว้าง ประกาศความร่วมมือกับบริษัท อีโลจิส (e-LogiT) ยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น เพื่อขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยขายที่ญี่ปุ่น

siam-outlet_004

ชญาภัค สหัชอติเรกลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยาม เอาท์เลต จำกัด เปิดเผยว่า “ธุรกิจแชทคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย เราดำเนินธุรกิจได้ขวบปีเศษ แต่บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตกว่า 40 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตด้านการให้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์สำหรับร้านค้าออนไลน์  โดยวางงบลงทุน 20 ล้านบาท ขยายบริการให้ครอบคลุมกับความต้องการในทุกด้าน และขยายพื้นที่คลังสินค้าเพื่อรองรับตลาดแชทคอมเมิร์ซและอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่าตลาดกว่า 200,000 ล้าน พร้อมกันนี้ เรามี e-LogiT พาร์ทเนอร์ธุรกิจในญี่ปุ่นซึ่งเป็น บริษัทโลจิสติกส์ด้านอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของญี่ปุ่น (No1 eCommerce logistics company) เพื่อส่งออกสินค้าจากกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่มาใช้บริการคลังสินค้าและโลจิสติกส์กับสยาม เอาท์เลต ไปจำหน่ายในญี่ปุ่น ช่วยเปิดโอกาสให้ร้านค้าออนไลน์ไทยได้เปิดตลาดยังต่างประเทศ”

ที่มา: Positioning